WRESTLING NEWS 13/12/2010
Wrestling Article News โดย ปูมิ : Batista กลับมาปล้ำ? ,Raw Slammy Awards เกือบล่ม ? , อดีตดีว่า WWE ตะลุยญี่ปุ่น , Brock ยังมีโอกาสมา WM , Rey ถอดหน้ากาก , แชมป์ใหม่ ROH , Mistico ขอชิงเข็มขัด , เผยความเป็นไปได้ของ Wrestle Kingdom และอื่นๆอีกมากมาย ติดตามอ่านกันได้เลยครับ
บทสัมภาษณ์ WILLIAM REGAL จาก WWE MAGAZINE
บทสัมภาษณ์ WILLIAM REGAL สุดยอดนักมวยปล้ำชาวอังกฤษซึ่งได้รับการยอมรับจากแฟนๆและนักมวยปล้ำทั่วโลก วันนี้เราจะมาฟังเขาตอบคำถามเกี่ยวกับประเด็นที่น่าสนใจ เช่นประเด็นเกี่ยวกับนักมวยปล้ำรุ่นน้องจากสหราชอาณาจักรอย่าง Drew McIntyre , Sheamus , Wade Barrett ตลอดจนเรื่องอื่นๆที่น่าสนใจอีกมากมาย ติดตามอ่านได้เลยครับ / TRANSLATE BY : ปูมิ
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ Interview แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ Interview แสดงบทความทั้งหมด
วันเสาร์ที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2553
INTERVIEW : William Regal
04:55
topumi
หากจะพูดถึงนักมวยปล้ำที่มีเทคนิคดีที่สุดในโลกคนปัจจุบัน คงไม่มีใครลืมชื่อของ Williams Regal อย่างแน่นอน เขาคือนักมวยปล้ำชาวอังกฤษผู้ได้รับการยอมรับจากทั้งผู้ชมและนักมวยปล้ำทั่วทั้งโลก วันนี้เราจะไปพบกับบทสัมภาษณ์ของเขาซึ่งประกอบไปด้วยคำถามนี่น่าสนใจมากมายเช่นเคย ติดตามอ่านกันได้ที่นี่เลยครับ
WILLIAM REGAL INTERVIEW
WWE MAGAZINE
TRANSLATE : ปูมิ Wrestling Article
WWE – คุณรู้สึกยังไงตอนไปปล้ำเฮ้าส์โชว์ที่ประเทศอังกฤษแล้วมีแฟนๆตะโกนเรียกชื่อคุณตลอดเวลา แถมยิ่งดังขึ้นไปเรื่อยๆอีกด้วย
Regal – ผมก็ชอบมันน่ะสิครับ! (หัวเราะ) แต่ส่วนหนึ่งผมก็รู้สึกประหลาดใจนะ คือผมมักจะตกใจจริงๆเวลาเห็นแฟนๆจะโกนเชียร์ผมอย่างมากมายขนาดนั้น นั่นเพราะตลอดเวลาที่ผ่านมาผมรับบทเป็นตัวร้ายซะส่วนใหญ่เลยครับ ดังนั้นผมเลยคิดว่าพวกเขาควรจะโห่ผมมากกว่าเชียร์ผมนะ แต่หากถามว่าพวกเค้าเชียร์ผมเพราะอะไร? ผมว่าแค่การเป็นคนอังกฤษมันไม่ได้ทำให้เสียงตอบรับดีอย่างนี้หรอก ผมว่ามันเป็นเรื่องของการเป็นนักมวยปล้ำที่ดี รวมไปถึงว่าผมสามารถสร้างรอยยิ้มให้พวกเขาได้ดีจนทำให้พวกเขามีความสุขกัน แล้วพอมารวมกับการที่ผมเป็นคนอังกฤษด้วย เสียงตอบรับเลยออกมาอย่างที่เห็นนี่ล่ะครับ
WWE – แต่ว่านะ ผมก็พูดได้เหมือนกันว่าคนอังกฤษไม่ได้ชอบ รีกัลป กันทุกคน มันเป็นไปไม่ได้!!!
Regal – ก็ต้องเป็นอย่างงั้นอยู่แล้วล่ะครับ!! ในสหราชอาณาจักรนี่จะมีอยู่สามเมืองที่ผมไปปล้ำเมื่อไหร่เป็นต้องโดนโห่อย่างหนักกลับมาเสมอ นั่นก็คือ กลาสโกว์ , ดับลิน และเบลฟาส โดยเฉพาะอย่างยิ่งเลยนะ ในกลาสโกว์นี่แฟนๆหนักที่สุด แต่ผมกลับชอบมันอะ (หัวเราะ) ก็คือเวลาคนพวกนั้นโห่ผม ผมจะหันไปยิ้มและหัวเราะใส่ซะเลย และมันก็สนุกดีตอนเห็นพวกเค้าเคืองมากขึ้นไปอีก และตะโกนด่าผมมากขึ้นไปอีก
WWE – แล้วมีอะไรอีกไหมที่คุณชอบตอนไปทัวร์ที่อังกฤษ บ้านเกิดของคุณ?
Regal – สิ่งที่ประทับใจที่สุดก็คือการได้กลับมาเดินทางบนถนนสายนี้ที่คุ้นเคยอีกครั้งน่ะครับ มันทำให้นึกถึงวันเวลาที่ผมยังตระเวนปล้ำไปทั่วๆเกาะอังกฤษ ตั้งแต่ไม่มีอะไรเลย จนมามีวันนี้ได้ มันเป็นความทรงจำทั้งนั้นเลยครับ จนถึงตอนนี้หากมีโอกาสผมก็ยังแวะเวียนมาตามสถานที่ที่ผมเคยอยู่หลายต่อหลายครั้ง เพราะตอนที่ผมต้องตระเวนปล้ำ ผมเดินทางหนักมากจนแทบจะเรียกได้ว่าไม่มีเวลาสนใจสิ่งข้างทางเลย มันเหนื่อยมาก บางครั้งก็ต้องนอน แถมบางครั้งที่นั่งก็ไม่ดีอีก ผมว่ามันเป็นประสบการณ์ที่แย่เหมือนกันนะครับตอนนั้น โดยเฉพาะการที่ผมต้องเดินทางจาก แบล็คพูล มาลอนดอน แบบที่ไม่มีโอกาสมองบรรยากาศระหว่างทางเลยน่ะ
WWE – ตั้งแต่คุณเข้ามาใน WWE อะไรคือสิ่งที่คุณภูมิใจที่สุดครับ
Regal – ก่อนอื่นผมต้องบอกก่อนนะว่าหลายต่อหลายคนเดินทางมาปล้ำใน WWE บ้างก็อยู่ได้นาน แต่บ้างก็ต้องจากไป ดังนั้นสิ่งที่ผมมีความสุขที่สุดก็คือการที่ผมสามารถออกไปสู่เวทีให้คนดูเห็นหน้าของผมได้นั่นล่ะครับ ผมคิดว่าผมสามารถรับบทต่างๆได้ดี ไม่ว่าจะเป็นบทตลกเฮฮา หรือบทคนเลวที่ไม่เฮฮาอะไรเลยเลย ดังนั้นผมภูมิใจที่ว่าผมตั้งใจทำสิ่งเหล่านี้และมันก็ประสบความสำเร็จอย่างดีครับ
WWE – คุณคิดว่าการที่คุณฝึกมวยปล้ำมาจากอังกฤษทำให้คุณมีทักษะและเทคนิคต่างไปจากนักมวยปล้ำที่ฝึกในอเมริกาหรือแคนาดาไหม?
Regal – ผมว่าสิ่งที่เจ๋งที่สุดที่ผมทำได้ก็คือผมสามารถปล้ำได้หลากหลายนั่นล่ะ ผมเข้าไปปล้ำใน WCW ในช่วงที่นักมวยปล้ำสาย Luchadore กำลังได้รับความนิยม และผมก็ได้รับความไว้วางใจให้ปล้ำกับนักมวยปล้ำเหิรเวหาพวกนั้น ซึ่งไม่มีนักมวยปล้ำอเมริกาคนไหนทำได้อย่างผมเลย นอกจากนี้ผมยังได้ปล้ำกับพวกนักมวยปล้ำญี่ปุ่นด้วย ซึ่งก็เหมือนเดิม นักมวยปล้ำจากอเมริกาทำได้ไม่ดีเท่าผมหรอก ดังนั้นผมบอกไว้เลยนะว่าถ้าผมหาคู่ต่อสู้ที่เหมาะสมเจอเมื่อไหร่ล่ะก็ พวกคุณจะได้เห็นแมตช์ที่สุดยอดจากผมแน่นอน ช่วงที่ผ่านมานี้ผมมีแมตช์การปล้ำดีๆกับทั้ง คริสเตียน และ เจอริโก้นะ ยิ่งตอนนี้ก็มีนักมวยปล้ำใหม่ๆเข้ามาในสมาคมของเราซึ่งผมก็ติดตามการปล้ำของพวกเขาอยู่เสมอ นั่นก็คือ ไบรอัน แดเนียลสัน และ คาวาล น่ะครับ ผมคิดว่าพวกเขาจะสามารถสร้างความตื่นตาตื่นใจให้กับแฟนๆมวยปล้ำได้ในเร็วๆนี้แน่นอน ส่วนอีกคนที่ต้องจับตามองต่อไปก็คือ อีวาน บอร์น เพราะผมเพิ่งปล้ำกับเขาไปในเฮ้าส์โชว์ที่ปารีส ซึ่งมันโคตรเจ๋งเลย!! เอาล่ะ สุดท้ายผมขอทิ้งไว้สักคำนึงเกี่ยวกับเรื่องนี้นะครับ “ผมสามารถปล้ำได้ทุกแนว และผมสามารถเจอกับนักมวยปล้ำคนไหนก็ได้ในโลก”
WWE – ตอนนี้คุณเป็นนักมวยปล้ำระดับตัวเก๋าของสมาคมล่ะ คุณมีประสบการณ์มากมายจากทั่วโลก ดังนั้นคุณมีวิธีอะไรที่ทำให้คุณสามารถดำรงตัวเองให้อยู่ในระดับสูงได้?
Regal – ผมมั่นใจอย่างมากเลยนะ ว่าถึงตอนนั้นผมจะทำอย่างอื่นอยู่ แต่ถ้าคุณฉายสปอทไลท์มาที่ผมล่ะก็ ผมจะเปลี่ยนเป็นคนที่ผมได้รับมอบหมายให้เป็นทันทีและก็จะทำให้ดีที่สุดด้วย ผมคิดว่าหลายๆคนคิดว่าผมตกยุคไปแล้วอะนะ แต่ผมขอบอกไว้เลยว่าไม่มีทาง พวกเขาทำพลาดอย่างมากที่คิดแบบนั้น เพราะผมเจ๋งกว่านักมวยปล้ำสมัยนี้เยอะ
WWE – ถ้าอย่างนั้นตอนนี้คุณมีความคิดเห็นอย่างไรกับนักมวยปล้ำชาวสหราชอาณาจักรอย่าง เวด บาร์เร็ท , เชมัส และ ดรูว์ แมคอินไทร์ พวกเขาล้วนโดดเด่นอย่างมากเลยนะตอนนี้
Regal – ผมชอบเชมัสมากครับ ชอบตั้งแต่วันแรกที่ผมเห็นเค้าปล้ำล่ะ ผมเข้าไปสอนเทคนิคต่างๆให้กับเขาอยู่บ้างนะ และเขาก็สามารถนำมันไปใช้ได้เป็นอย่างดี ส่วนหนึ่งเพราะเขารักกีฬามวยปล้ำและยังเป็นคนมีทักษะดีอีกด้วย หลายคนเคยถามผมนะว่านักมวยปล้ำที่มีทั้งพรสวรรค์และพรแสวงน่ะมันมีอยู่เยอะไหม? ผมก็ตอบได้เลยว่าคุณดูเชมัสนี่ไง เขาพยายามฝึกซ้อมอยู่เสมอจนสุดท้ายเขาก็มีวันนี้ แน่นอนถึงแม้ตอนนี้บทบาทของเขาจะตกลงไป แต่มันก็ไม่ใช่เรื่องยากอะไรเลยที่เขาจะกลับไปบนจุดสูงสุดอีกครั้ง เขาสมควรแล้วที่จะได้รับสิ่งเหล่านี้ นั่นเป็นเพราะเขามีความตั้งใจและมีสิ่งที่พิเศษกว่าคนอื่นน่ะครับ
WWE – แล้วเวด บาร์เร็ท ล่ะครับ?
Regal – นั่นก็เป็นอีกคนนึงที่ผมชอบนะ ผมพูดตรงๆว่าตอนแรกไอ้นี่มันไม่มีอะไรโดดเด่นเลย แต่สิ่งที่ทำให้มันมีวันนี้ได้ก็เพราะว่ามันเป็นคนตั้งใจมากๆครับ ผมชอบนะคนแบบนี้ ทุกครั้งเวลาปล้ำเสร็จ พอรายการจบแล้ว ผมมักจะเห็นเขานั่งศึกษาเทปการปล้ำเพื่อเอาไปพัฒนาตนเองอยู่เสมอ จนตอนนี้ผมพูดได้เต็มปากว่าผมต้องมองเขาใหม่แล้วล่ะครับ เขาสมควรที่จะได้รับสิ่งตอบแทนอย่างเช่นตอนนี้แล้วล่ะ
WWE – อีกคนครับ แล้วดรูว์ แมคอินไทร์ล่ะเป็นยังไงบ้าง?
Regal – ผมว่าสิ่งที่ทำให้เขายังประสบความสำเร็จได้ไม่มากก็เพราะเขายังเด็กเนี่ยล่ะครับ แต่ด้วยความที่เขามีความตั้งใจและมีความคิดความอ่านที่ดีขึ้นเรื่อยๆเนี่ย ทำให้คนเริ่มจะมาไว้เนื้อเชื่อใจเขามากขึ้นและพร้อมที่จะให้บทบาทสำคัญๆ ดูอย่างทริปเปิล เอช นี่ก็ชื่นชอบในตัวของดรูว์เป็นอย่างมาก ผมคิดว่ามันเป็นเพราะทั้งทริปเปิล เอช และ ดรูว์ มีจุดเริ่มต้นที่คล้ายๆกันนะ อย่างทริปเปิล เอช นี่ต้องใช้เวลาหลายต่อหลายปีกว่าคนจะยอมรับกัน และผมคิดว่าดรูว์ก็มีความสามารถพอที่จะไปถึงจุดนั้น เขาเป็นนักมวยปล้ำที่มีทักษะยอดเยี่ยมมากๆครับ เพียงแต่ต้องเพิ่มเติมอีกสักนิดหน่อย และผมก็ยินดีอย่างยิ่งที่จะถ่ายทอดความรู้ให้เขาครับ!!
WWE – แล้วนักมวยปล้ำที่เอ่ยชื่อไปนี้เคยมาขอคำแนะนำจากคุณไหมครับ?
Regal – ผมพร้อมให้คำแนะนำแก่ทุกคนเลยครับ ผมชอบที่จะให้คำแนะนำคนอื่นอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเกี่ยวกับการปล้ำบนเวที การใช้ทักษะนอกเวทีอย่างการพูดการวางตัว อะไรก็ได้ผมพร้อมเสมอ เพียงแต่บางอย่างมันก็อาจจะสอนกันไม่ได้ อย่างไรก็ตามมีนักมวยปล้ำมาขอคำแนะนำจากผมค่อนข้างเยอะครับ
WWE – คุณคิดถึงบ้านเกิดบ้างไหมครับเนี่ย? ตอนนี้ขณะที่เราสัมภาษณ์คุณอยู่ฝนก็ตกด้วย (อังกฤษฝนตกบ่อย) มันทำให้คุณเกิดอาการคิดถึงบ้านบ้างรึเปล่า?
Regal – ผมก็พูดได้ไม่เต็มปากนะว่าผมคิดถึงรึเปล่า มันอาจจะเป็นเรื่องของอาหารการกินก็ได้มั๊งครับ (หัวเราะ) แต่ว่าผมพูดได้เลยว่าผมจะไม่มีวันนี้หากผมไม่ได้เกิดเป็นคนอังกฤษ ผมมีความสุขมากๆตอนอยู่ที่นั่น ตื่นเช้ามา อ่านหนังสือพิมพ์กินกาแฟ กลับไปฉลองคริสมาสต์ แต่นั่นคือเฉพาะในตอนที่ผมมีเวลาเท่านั้นนะครับ (ยิ้ม)
WWE – สุดท้ายอยากให้พูดถึง แรนดี้ ออร์ตัน หน่อยครับ ในช่วงเวลาที่ผ่านมาเรามองเห็นกันได้ชัดเจนว่าออร์ตันนี่มีการพัฒนาการที่ดีขึ้นมากหลังจากเปิดตัวมาเมื่อหลายปีก่อน คุณมีความเห็นอย่างไรกับออร์ตันครับ?
Regal – ผมชอบเค้าครับ เค้าเป็นคนที่พยายามได้ดีจนมีวันนี้ ซึ่งผมชอบคนแบบนั้นอยู่แล้ว นอกจากนี้เขายังเป็นคนขี้เล่นอีกด้วย ทำให้คนที่อยู่รอบๆตัวของเขามีความสุข ผมจำประโยคหนึ่งที่อาร์น แอนเดอร์สัน (อดีตสมาชิก 4horsemen) เคยกล่าวเอาไว้ว่า “ในวงการมวยปล้ำมันต้องมีมังกร แต่ยิ่งไปกว่านั้นมันต้องมีนักล่ามังกร” ซึ่งผมมองว่าเนี่ยล่ะคือสิ่งที่เราได้จากแรนดี้ออร์ตัน นักล่ามังกรที่แฟนๆชื่นชอบไงล่ะครับ
ก็จบลงแล้วครับกับบทสัมภาษณ์ Williams Regal หากมีคำแนะนำติชมอะไรก็โพสได้ที่ส่วนของคอมเมนต์เลยครับ อนึ่งการก๊อบบทความไปทางเว็บอนุญาตนะครับ แต่รบกวนลงเครดิทให้เรียบร้อยด้วยนะครับ ^^ ขอบคุณที่ติดตามอ่านกันครับ
วันศุกร์ที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2553
YOSHI TATSU : Interview
09:28
topumi
บทสัมภาษณ์ Yoshi Tatsu จาก WWE Magazine
เดือนธันวาคม
แปลโดย : ปูมิ Wrestling Article
WWE - สวัสดีครับคุณ โยชิ พวกเราชอบเพลงเปิดตัวของคุณมากเลย (เพลง Jpop Drop) ไม่ทราบว่าปกติคุณฟังเพลงแนวนี้รึเปล่าครับ?Yoshi - ไม่หรอกครับ (หัวเราะ) ผมไม่ค่อยได้ฟังเพลงแนวนี้เท่าไหร่เลยด้วยซ้ำ แต่ว่าผมก็ชอบเพลงเปิดตัวของผมมากเช่นเดียวกัน แต่ว่าเวลาปกติผมก็ฟังเพลงร็อคเนี่ยล่ะครับ โดยเฉพาะวง Racid นี่ขวัญใจผมเลย เพลงของพวกเขาทำให้ผมมีพลังในการขึ้นไปปล้ำครับ
(ด้านซ้ายเป็นปกอัลบั้มของวง RANCID วงโปรดของ Yoshi Tatsu ครับ)
WWE - เพลงเหล่านี้มีผลกับคุณมากเลยรึเปล่าครับ ?
Yoshi - แน่นอนครับ ! เพลงพวกนี้ทำให้ผมรู้สึกเหมือนมีอะไรมากระตุ้นร่างกายอย่างรุนแรง ทำให้ผมคึกอยู่ตลอด ถึงแม้ผมจะฟังมันไม่ค่อยรู้เรื่องหรือร้องตามไม่ค่อยได้ แต่ว่าด้วยทำนองต่างๆมันฝังอยู่ในหัว และเป็นเสมือนยาชั้นดีสำหรับผมเลยครับ
WWE - เราสังเกตมาหลายครั้งแล้วว่าคุณขึ้นปล้ำด้วยความสนุกและเหมือนกับว่าคุณมีพลังไม่จำกัด พวกเราเลยสงสัยว่าอะไรคือสิ่งที่ทำให้คุณแข็งแกร่งแบบนั้นครับ?
Yoshi - ก่อนอื่นผมต้องบอกเลยว่าความเป็นคนญี่ปุ่นนั่นล่ะที่ทำให้ผมเป็นแบบนี้ คนญี่ปุ่นมีความตั้งใจครับ และยิ่งการประสบความสำเร็จในอเมริกาเป็นเสมือนความฝันของผมอยู่แล้ว ผมเลยพยายามกับมันมากขึ้นเป็นสองเท่า ดังนั้นทำให้ผมสามารถขึ้นปล้ำด้วยกำลังใจที่มากมายกว่าคนอื่นๆครับ
WWE - ถ้าอย่างนั้นมาถามถึงเรื่องภาษาบ้าง ไม่ทราบว่ามันมีปัญหากับการใช้ชีวิตของคุณบ้างไหม?
Yoshi - แน่นอนครับ มันก็ต้องมีบ้างนะเรื่องแบบนี้ ในตอนแรกเลยที่ผมมาอาศัยอยู่ในสหรัฐอเมริกาเนี่ย ผมรู้สึกเครียดมากเลยนะ จะคุยกับใครก็ไม่ได้ แต่ผมก็พยายามฝึกฝนตลอดเวลานะครับ ตอนนี้เลยไม่เครียดล่ะเพราะคุยรู้เรื่องกว่าเมื่อก่อนเยอะ ที่สำคัญผมต้องขอบคุณชาวอเมริกามา ณ ที่นี่เลยนะครับ เพราะคนอเมริกาใจดีมากๆ เมื่อพวกเขาเห็นว่าผมเป็นคนต่างชาติ เขาก็พยายามจะเข้ามาพูดคุยและพยายามเข้าใจสิ่งที่ผมต้องการจะสื่อ ดังนั้นเรื่องภาษาจึงไม่ใช่เรื่องที่น่ากังวลอีกต่อไปแล้วครับ
WWE - คุณมีชื่อเสียงขนาดไหนในญี่ปุ่นครับ ถึงขนาดเดินออกนอกบ้านเลยไม่ได้เลยรึเปล่า?
Yoshi - (หัวเราะ) ไม่ถึงขนาดนั้นหรอกครับ เพียงแต่ตอนนี้เวลาเดินบนถนนก็เริ่มมีคนหันมามองบ้างล่ะ
WWE - ในญี่ปุ่นระหว่างคุณกับ ทาเครุ โคบายาชิ ใครมีชื่อเสียงมากกว่ากันครับ (โคบายาชิเป็นนักแข่งกินชื่อดัง สร้างชื่อจากการแข่งกันฮอทดอกระดับโลก)
Yoshi - ผมก็ไม่แน่ใจหรอกครับว่าใครดังกว่า แต่ถ้ามีคนบอกว่าทาเครุดังกว่าผมล่ะก็ ผมจะรีบพัฒนาตัวเองให้ดังกว่าเค้าโดยเร็วที่สุด!!!
WWE - ตอนที่คุณอยู่ญี่ปุ่นนั้น คุณมอง WWE ว่าเป็นอย่างไรครับ?
Yoshi - ตอนอยู่ญี่ปุ่นผมก็ปล้ำมวยปล้ำไปเรื่อยๆล่ะครับ ผมมอง WWE เป็นเหมือนที่ที่ห่างไกลมากๆ เรียกได้ว่าเป็นเหมือนดินแดนแห่งความฝันเลยด้วยซ้ำน่ะครับ
WWE - ในฐานะที่คุณดูมวยปล้ำของ WWE มานาน มีนักมวยปล้ำคนไหนของเราที่คุณชอบและเป็นแรงบันดาลใจให้กับคุณไหมครับ?
Yoshi - แน่นอนครับ คนๆนั้นก็คือ The Undertaker และ Shawn Michaels ครับ แต่ถ้าจะให้ผมพูดจริงๆคนที่ทำให้ผมอยากเป็นนักมวยปล้ำก็คือ The Great Muta ครับ ตอนที่ผมดูเค้าปล้ำอยู่ใน New Japan Pro Wrestling นะ
WWE - คุณคือผู้ชนะ Battle Royal ใน Wrestling Mania ครั้งที่ 26 นั่นเป็นจุดสูงสุดของอาชีพคุณเลยไหมครับ ? (เป็น Dark Match ครับ)
Yoshi - ก่อนอื่นผมต้องบอกก่อนเลยว่าหากให้ย้อนกลับไปถึงนักมวยปล้ำคนสุดท้ายของญี่ปุ่นที่ชนะบัทเทิล โรยัลระดับสูงแบบนี้ ก็ต้องย้อนไปกว่ายี่สิบปีเลยนะ และนักมวยปล้ำที่ชนะคนนั้นก็คือ Antonio Inoki คนที่เพิ่งได้เข้า Hall of Fame ของ WWE เนี่ยล่ะครับ และที่ผมรู้สึกดีขึ้นไปอีกก็คือผมเอาชนะต่อหน้าอันโตนิโอ อิโนกิ ตำนานที่ชาวญี่ปุ่นทุกคนรักและเคารพ เพียงแต่ว่าผมไม่อยากจะพูดว่านี่คือจุดสูงสุดของอาชีพ เพราะผมอยากให้วันนี้เป็นเพียงหนึ่งในเรื่องราวดีๆที่ผมจะสร้างขึ้นอีกมากมายในอนาคตมากกว่า
WWE - คุณได้ขื่อว่าเป็นนักมวยปล้ำที่เล่นงานคนได้หนักหน่วงที่สุดใน WWE (อ้างอิงจาก WWE MAGAZINE ฉบับเดือนธันวาคม 2009 - 1 ปีที่แล้ว) คุณคิดว่ามีใครในสมาคมเราที่เล่นงานคู่ต่อสู้ได้หนักหน่วงกว่าคุณไหม?
Yoshi - ก่อนอื่นผมบอกก่อนนะว่าการปล้ำของผมคือการปล้ำที่ชาวญี่ปุ่นใช้กัน มันเรียกว่า Strong Styles ครับ ส่วนเรื่องที่คุณถาม ผมบอกได้เลยว่า Sheamus คือบุคคลที่เล่นงานคู่ต่อสู้ได้หนักหน่วงไม่แพ้ผม เราเคยปล้ำกันในการทัวร์ญี่ปุ่นครั้งที่ผ่านมาครับ หนักหนาสาหัสทีเดียว
WWE - นักมวยปล้ำคนไหนที่คุณเดินทางด้วยบ่อยที่สุดครับ
Yoshi - Hart Dynasty , Evan Bourne แล้วก็ Goldust ครับ
WWE - คุณได้รับคำแนะนำดีๆจากนักมวยปล้ำใน WWE บ้างไหมครับ
Yoshi - มันเยอะจนพูดไม่หมดเลยล่ะครับ แต่ผมบอกได้เลยว่าผมชอบคำแนะนำจาก John Cena นะ คำแนะนำของเขาเข้าใจง่ายที่สุด แล้วก็นำมาใช้ได้จริงๆด้วย
WWE - แล้วในเรื่องมุกตลกล่ะ มีใครในสมาคมของเราที่ฮาๆบ้างไหม?
Yoshi - ผมว่าผมเนี่ยล่ะฮาที่สุดแล้วครับ เพราะหลายๆครั้งนักมวยปล้ำคนอื่นๆก็เรียกร้องให้ผมเล่นตลกให้เขาดูนะ บางครั้งมันมากเกินไปด้วยซ้ำ (หัวเราะ)
WWE - ใครคือนักมวยปล้ำทีคุณชอบปล้ำด้วยที่สุดครับ?
Yoshi - Chris Jericho และ Christian สิครับ ผมชอบมากๆ
WWE - คุณรู้รึเปล่าว่าคุณใช้ชื่อเหมือนกับตัวละครในเกมส์ มาริโอ้ อะ? (ซ้ำกับ Beast of Burden - ใครรู้จักรบกวนโพสภาพด้วยนะครับ)
Yoshi - แน่นอนครับ!! แต่ผมชอบนะที่มีชื่อซ้ำกับตัวละครในเกมดังแบบนี้ (ยิ้ม)
WWE - สุดท้ายนี้มีอะไรจะฝากกับแฟนๆ WWE Universe ไหมครับ?
Yoshi - ครับ!! ก็ขอขอบคุณแฟนๆทุกคนที่สนับสนุนผมเสมอมาเลยนะครับ และผมสัญญาว่าจะพัฒนาฝีมือให้ดีที่สุดให้เหมาะสมกับทีทุกคนสนับสนุนผมเสมอมาครับ ขอบคุณมากๆครับ
ก็จบแล้วครับสำหรับบทสัมภาษณ์ของ Yoshi Tatsu อนึ่งบทความนี้มีการเพิ่มเติมบางส่วนเพื่อให้น่าสนใจมากขึ้น (แต่ก็ยังอยู่ในเรื่องจริงๆไม่ได้เสริมส่วนที่ไร้สาระแต่อย่างใดครับ) ก็หวังว่าแฟนๆมวยปล้ำจะชื่นชอบกันนะครับ ^^ หากมีข้อเสนอแนะยังไงก็เขียนกันมาได้ที่ส่วนของคอมเมนต์เลยนะครับ : ) ขอบคุณทีติดตามครับ
วันพฤหัสบดีที่ 21 ตุลาคม พ.ศ. 2553
EXCLUSIVE : บทสัมภาษณ์ KURT ANGLE เฉพาะที่ Wrestling Article เท่านั้น!!
03:32
topumi
EXCLUSIVE : ONLY @ WRESTLING ARTICLE
บทสัมภาษณ์ KURT ANGLE @ โรงแรมปทุมวัน ปริ๊นเซส
สวัสดีแฟนๆมวยปล้ำและแฟนๆ Wrestling Article ทุกๆคนครับ มาถึงบทความนี้ เป็นบทความพิเศษที่เรียกได้ว่า Exclusive สุดๆ เฉพาะที่เว็บไซต์แห่งนี้เท่านั้น! การสัมภาษณ์ครั้งนี้ได้รับความอนุเคราะห์จาก LIVE TV และทีมงานจาก SPORT PLUS ซึ่งทางตัวผมเองต้องขอบคุณพี่ๆทีมงานทุกคน ทั้งพี่แดเนียล พี่โก้ พี่องุ่น พี่มี่ ตลอดจนพี่คนอื่นๆที่ผมไม่ได้เอ่ยชื่อถึง ผมขอขอบคุณจากใจครับ
การสัมภาษณ์ครั้งนี้เริ่มตอนเวลา 10 โมงครึ่งของเช้าวันพุธที่ 20 ตุลาคม 2553 ณ โรงแรมปทุมวัน ปริ๊นเซส ตัวผมเองไปถึงก่อนเวลาค่อนข้างนานเพราะว่าออกเดินทางแต่เช้า (กลัวรถจะติด) ด้วยความที่มีเวลาว่างผมเลยมาเดินสำรวจบรรยากาศห้องสัมภาษณ์ ซึ่งตกแต่งห้องได้สวยงามสมกับเป็นการสัมภาษณ์นักมวยปล้ำระดับโลกจริงๆ
บรรยากาศขณะตระเตรียมงานครับ
ตอนจัดเสร็จเรียบร้อย (รอบแรก)
เห็นดังนั้นก็เลยขอถ่ายภาพกับสถานที่สักหน่อยครับ
หลังจากเจ้าหน้าที่และทีมงานช่วยกันจัดสถานที่จนได้ดังภาพด้านบนแล้ว ก็ตัดสินใจเปลี่ยนรูปแบบใหม่บางส่วนเพราะต้องการให้การสัมภาษณ์มีความเป็นส่วนตัวและแสดงถึงความเป็น TNA มากยิ่งขึ้น จึงมีการนำ CUT OUT ของ TNA มาเป็นฉากหลังแทน ดังนี้ครับ
ก็เป็นการนำโลโก้จากเดิมด้านบนมาไว้หน้าโต๊ะ และเปลี่ยนป้ายโรงแรมจากสีขาวเป็นชมพูครับ
หลังจากนั้น KURT ก็เดินทางเข้ามาในห้องครับ โดยมีการ์ดมากมายคอยคุ้มกัน พร้อมทีมงานจาก LIVE TV และจาก TNA ตัวผมก็ได้มีโอกาสถ่ายภาพบรรยากาศมาให้ชมกันด้วยครับ (ทางทีมงานอนุญาตให้ผมเข้ามาถ่ายภาพก่อนเลย ขอบคุณมากๆครับ)
จังหวะที่ Kurt ออกมาจากห้องพักครับ
ภาพคุณแดเนียล เคิร์ท และผู้บริหารจาก TNA ครับ
จากนั้นทาง KURT ก็ขึ้นไปนั่งบนโซฟาเตรียมพร้อมให้สัมภาษณ์ครับ ^^ โดย Kurt ขึ้นไปนั่งพร้อมกับพี่แดเนียล ซึ่งจะเป็นล่ามให้ครับ ผมเลยถือโอกาสนี้ถ่ายภาพของทั้งสองมา
หลังจากนั้นก็จะเป็นการสัมภาษณ์ครับ โดยผู้สัมภาษณ์คนแรกมาจากทีมงานทีวี มีชาวต่างชาติเป็นผู้สัมภาษณ์ สำหรับการถ่ายภาพระหว่างสัมภาษณ์เห็นว่าเป็นเรื่องไม่เหมาะสมครับ เพราะจะรบกวนการสัมภาษณ์ในห้องที่ค่อนข้างเงียบมาก ดังนั้นจึงมีภาพมาฝากเฉพาะในช่วงเวลาพักระหว่างสัมภาษณ์เท่านั้นครับ
แอบหันมามองกล้องด้วย เลยแชะซะ!
เคิร์ทระหว่างสัมภาษณ์ครับ
ครับ หลังจากทีมแรกสัมภาษณ์เสร็จ ก็ถึงคิวของผม โดยแต่เดิมผมได้เวลาในการสัมภาษณ์ 15 นาที แต่เนื่องจากทีมงานจากหนังสือพิมพ์ข่าวสดได้ขอเข้ามาสัมภาษณ์ร่วมกัน เวลาสัมภาษณ์เลยเพิ่มขึ้นมาครับ และเพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลา เราไปอ่านบทสัมภาษณ์กันเลยครับ
(สัมภาษณ์โดยผม ปูมิ หรือ Jushin Liger แห่ง Wrestling Article เองครับ)
---------------------------------------------------------------------
ปูมิ – สวัสดีครับเคิร์ท
KURT ANGLE – สวัสดีเช่นกัน ยินดีที่ได้พบคุณอีกครั้งครับ (ยิ้ม)
ปูมิ – มาไทยครั้งนี้เป็นไงบ้างครับ ต่างจากที่เคยมาเมื่อหลายปีก่อนรึเปล่า?
KURT ANGLE – (หัวเราะ) จริงๆผู้จัดการก็ถามผมนะ ว่าประเทศไทยเป็นไงบ้าง แต่ผมอยากบอกว่า ตอนแรกผมจำไม่ได้เลยว่าเคยมาที่ประเทศไทย (หน้าเขินๆ) คือในช่วงนั้นผมทำงานอยู่กับ WWE ซึ่งเดินทางกันหนักมาก ผมได้อยู่ในแต่ละประเทศอย่างมากก็วันสองวัน และเฉพาะในสนามกับโรงแรมเท่านั้น อย่างไรก็ตามหลังจากมานั่งรื้อฟื้นความทรงจำ ผมก็พอจะจำการปล้ำในปี 2003 ได้ (Smackdown Unleash in the East) ผมจำได้ว่าผมตื่นเต้นมากๆเพราะถึงแม้ผมจะเดินทางไปทั่วโลกมาแล้วในฐานะนักมวยปล้ำ แต่ผมยังไม่เคยมาปล้ำที่ไทยมาก่อน (ยิ้ม)
ผมจำได้คร่าวๆแค่นี้ล่ะครับ คือชีวิตผมต้องเดินทางตลอดเวลา ตั้งแต่สมัยเป็นนักมวยปล้ำสมัครเล่นผมก็ต้องเดินทางไปกว่า 44 ประเทศทั่วโลกแล้ว ดังนั้นเลยไม่มีเวลาสร้างความทรงจำในประเทศใดเป็นพิเศษครับ ต้องขอโทษจริงๆ
ปูมิ – ไม่เป็นไรครับ งั้นเรามาเริ่มถามกันเลยดีกว่า จากที่ผมได้อ่านหนังสือชีวประวัติของคุณมา ผมเห็นคุณพูดถึงสถิติการปล้ำในปีแรก (มวยปล้ำสมัครเล่น) ที่ชนะเพียง 2 และแพ้ถึง 14 แมตช์ ซึ่งนั่นทำให้คุณร้องไห้และเสียกำลังใจอย่างหนัก ดังนั้นอะไรคือแรงผลักดันที่ทำให้คุณสู้จนสามารถมีวันนี้ได้ครับ
KURT ANGLE – (ตอบอย่างจริงจัง) ผมใช้แรงบันดาลใจจากครอบครัว ผมมีพี่ชายที่เป็นนักมวยปล้ำสมัครเล่นและประสบความสำเร็จอย่างสูง ดังนั้นผมจึงไม่ต้องมองหาใครอื่นเลยนอกจากคนในครอบครัวผมนั่นล่ะ ผมเพียงแค่อยากจะเป็นให้ได้เหมือนพี่ชายของผม ด้วยเหตุนี้ทำให้ผมตัดสินใจสู้ต่อ ผมฝึกซ้อมหนักขึ้น ให้เวลากับมันมากขึ้น ทำทุกอย่าง ที่คิดว่าจะช่วยให้ผมเก่งขึ้นได้ สิ่งเหล่านี้คือแรงบันดาลใจและแรงผลักดันที่ทำให้ผมมีทุกวันนี้ ผมคิดว่าถ้าพี่ชายของผมกลายเป็นน้องคนเล็กของครอบครัว เขาก็สามารถเป็นแชมป์เหรียญทองโอลิมปิกได้เหมือนกัน เพราะการเป็นน้องคนเล็กนั้น คุณจะได้รับการชี้แนะจากเหล่าพี่ๆ ผมจึงภูมิใจและดีใจที่ได้เป็นน้องเล็กของครอบครัว (ยิ้ม)
จริงๆแล้วสิ่งที่ยากที่สุดก็คือการเป็นนักกีฬามวยปล้ำนี่ล่ะ (หัวเราะเบาๆ) ผมไม่ชอบกีฬานี้เลยในตอนแรก เพราะผมไม่อยากจะแข่งขันอะไรโดยให้ทุกอย่างขึ้นอยู่กับผมเพียงคนเดียว ผมชอบการแข่งขันเป็นทีมมากกว่า การแข่งขันคนเดียวคือสิ่งที่ผมกลัวที่สุด และแม้แต่ในทุกวันนี้เวลาขึ้นปล้ำผมก็ยังคงกลัวเหมือนเดิม แต่สิ่งหนึ่งที่เปลี่ยนไปก็คือเมื่อผมเจอความกลัว ผมเลือกที่จะเผชิญหน้ากับมัน และพยายามเปลี่ยนความกลัวเหล่านั้น ให้กลายเป็นพลังที่จะผลักดันให้ผมประสบความสำเร็จ
เมื่อไรก็ตามที่ผมตกอยู่ในสภาวะกลัวและกังวลมากๆ ผมก็จะสามารถรีดเร้นสิ่งที่ดีที่สุดออกมาได้เสมอ ยกตัวอย่างในตอนที่ผมปล้ำแมตช์ชิงเหรียญทองโอลิมปิก ผมประหม่ามากๆและคิดว่าคู่ต่อสู้น่ากลัวเหลือเกิน ผมก็คิดในแง่ดีนะ คือถ้าผมเก่งจริง ผมก็ต้องเอาชนะเขาให้ได้ ดังนั้นผมพอจะสรุปให้คุณฟังได้ว่า ยิ่งผมกังวลหรือกลัวมากเท่าไหร่ ความสุดยอดของผมก็จะแสดงออกมาให้เห็นมากเท่านั้น
นักข่าวจากหนังสือพิมพ์ข่าวสด – สำหรับใครหลายๆคน กีฬามวยปล้ำถูกมองว่าเป็นกีฬาที่เต็มไปด้วยความรุนแรง คุณมองเรื่องนี้ว่าอย่างไรคะ?
Kurt Angle – สิ่งหนึ่งที่กีฬามวยปล้ำแตกต่างกับรายการอื่นๆทางโทรทัศน์ก็คือการเอากีฬามาผสมเข้ากับการแสดง กีฬามวยปล้ำจะมีสตอรี่ไลน์ (บทบาท เรื่องราว) และมีแมตช์การปล้ำที่บางครั้งอาจจะมีบทบาทเรื่องราวปะปนอยู่ด้วย แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือเราไม่เคยพยายามจะก้าวข้ามศีลธรรมโดยใช้ความรุนแรง รวมไปถึงเรื่องเพศอย่างเกินกว่าเหตุมาสร้างความน่าสนใจให้รายการของเรา แน่นอนคุณอาจจะเห็นการใช้เก้าอี้ฟาดหัวกัน แต่นั่นก็คือสิ่งที่มีการป้องกันไว้อย่างดีแล้ว
เรามี 3 สิ่งต้องห้ามในการเขียนสตอรี่ไลน์ (บทบาท เรื่องราว) นั่นก็คือเรื่อง ฆาตกรรม , กักขัง และโจรกรรมแบบโหดเหี้ยม แม้คุณจะเห็นเรื่องเหล่านี้จนเป็นปกติในรายการซีรี่ย์ที่มีอยู่มากมาย แต่คุณจะไม่ได้เห็นในรายการมวยปล้ำ นั่นเพราะเราคำนึงอยู่เสมอว่ากลุ่มเป้าหมายที่ชมรายการมวยปล้ำในปัจจุบันส่วนใหญ่คือเยาวชน ซึ่งเราไม่อยากให้พวกเขาได้รับสื่อทางด้านความรุนแรงมากจนเกินไป
ปูมิ – คุณคิดอย่างไรกับเรท PG ในวงการมวยปล้ำ?
KURT ANGLE – (หัวเราะดัง) มันขึ้นอยู่กับกลุ่มเป้าหมายของสมาคมแต่ละสมาคม ในกรณีของ TNA เราออกอากาศที่สหรัฐอเมริกาทาง SPIKE TV ซึ่งมีกลุ่มเป้าหมายคือคนอายุประมาณ 18 – 40 แต่สำหรับ WWE พวกเขาออกอากาศทาง USA NETWORK ซึ่งมีกลุ่มเป้าหมายเด็กลงไปถึงระดับเด็กเล็กๆ ดังนั้นด้วยความที่ TNA เล็งเห็นว่าในปัจจุบันแฟนมวยปล้ำอายุน้อยลงทุกวัน ทางสมาคมจึงใช้นโยบายนำเรท PG มารวมในรายการแต่ก็คำนึงถึงแฟนดั้งเดิมด้วย
ดังนั้นผมจะอธิบายง่ายๆนะ รายการของเราเริ่มฉายทาง SPIKE TV เวลา สามทุ่มไปจนถึงห้าทุ่ม ในชั่วโมงแรกของรายการคือสามทุ่มถึงสี่ทุ่ม เราประเมินว่าเป็นเวลาที่ยังมีเด็กๆรับชมอยู่ ดังนั้นเราจึงทำชั่วโมงแรกของรายการให้เป็นเรท PG ก่อนที่ในชั่วโมงหลังรายการของเราจะเปลี่ยนจากเรท PG ไปจนบางครั้งเกือบจะเป็นเรท R
แต่ผมคิดว่า WWE คงเตรียมจะเอาเรท PG ออกในเร็วๆนี้ล่ะ ยังไงเสียผมคิดว่ามันเป็นแค่ชั่วคราวเท่านั้นนะ เหตุผลหนึ่งที่สำคัญที่สุดก็คือเรื่องการลงเล่นการเมืองของ Linda Mcmahon นั่นล่ะ พอผ่านตรงนี้ไปก็คงมีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นกับ WWE ในหลายๆอย่าง อย่างไรก็ตามผมคิดว่าแนวทางของ TNA ณ เวลานี้เป็นแนวทางที่ถูกต้อง ตอนนี้สิ่งที่ TNA แตกต่างกับ WWE อย่างชัดเจนก็คือเรื่องของการมี “เลือด” ปรากฏอยู่ในรายการ
ผมคิดว่าการที่เอาเลือดออกไปอย่างสิ้นเชิงนั้นเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง เพราะถึงแม้กลุ่มเป้าหมายส่วนใหญ่ในทุกวันนี้จะเป็นเด็กๆ แต่เราก็ไม่ควรละเลยถึงแฟนๆผู้ใหญ่ดั้งเดิมของเรา และถึงแม้เราจะไม่สามารถทำให้ทุกคนพอใจได้ แต่เราก็จะพยายามทำให้ทุกคนได้ในสิ่งที่พวกเขาต้องการ เราอยากทำให้เด็กๆมีความสุข เราจึงมีนักมวยปล้ำอย่าง Shark Boy (ในขณะนั้นผมหลุดหัวเราะขึ้นมา เคิร์ทเลยหันมายิ้มให้กับผมแล้วบอกว่า “นายรู้ใช่ไหมว่าผมอยากพูดอะไร”) นี่คือตัวอย่างของการปรับตัวไปสู่แฟนรุ่นเยาว์ สำหรับแฟนๆดั้งเดิม เรามีนักมวยปล้ำอย่าง Ric Flair ตลอดจนนักมวยปล้ำดีๆมากมาย
คุณเห็นไหม? ถึงแม้เราจะตอบสนองความต้องการของทุกคนไม่ได้ แต่เราก็พยายามจะทำให้ทุกคนพอใจมากที่สุด นี่คือสิ่งที่เราต้องการจะทำให้สำเร็จโดยเร็ว สรุปง่ายๆก็คือเราใช้การแบ่งช่วงเวลาเป็นเวลาสำหรับเด็กและผู้ใหญ่ รวมถึงการเขียนเนื้อเรื่องให้สามารถดึงดูดทั้งผู้หญิงและผู้ชาย (หันไปยิ้มกับทีมงาน)
นักข่าวจากข่าวสด – ในฐานะที่คุณเป็นนักมวยปล้ำอาชีพและนักมวยปล้ำสมัครเล่นที่ประสบความสำเร็จอย่างสูง คุณมีคำแนะนำอย่างไรต่อเยาวชนไทยที่อยากเป็นนักมวยปล้ำ?
Kurt Angle – ผมคิดว่าสิ่งที่สำคัญที่สุดสำหรับเยาวชนชาวไทยที่อยากเป็นนักมวยปล้ำ นั่นก็คือต้องมีความตั้งใจที่แน่วแน่ ต้องฝึกอย่างหนัก และนักมวยปล้ำอาชีพจำเป็นที่จะต้องมีความสามารถในการกีฬาหลากหลายรูปแบบ นักมวยปล้ำหลายคนมีพื้นฐานมาจากการเป็นนักมวยปล้ำสมัครเล่น เป็นนักอเมริกันฟุตบอล เป็นนักบาสเก็ตบอล เป็นนักมวย หลายต่อหลายอย่าง คือนักมวยปล้ำอาชีพจำเป็นที่จะต้องมีพื้นฐานในการเป็นนักกีฬาที่ดีมาก่อน จากนั้นเมื่อพวกเขาโตขึ้นพื้นฐานทางการกีฬาเหล่านี้ก็จะทำให้คุณเหนือกว่าคนอื่นๆที่มาฝึกมวยปล้ำโดยไม่มีพื้นฐานกีฬาอะไรเลย
สิ่งที่สำคัญอีกอย่างก็คือการสนับสนุน เยาวชนจำเป็นที่จะต้องมีโรงฝึกกีฬาเพื่อสนับสนุนความก้าวหน้าของพวกเขา และเมื่อมีการจัดทำสิ่งเหล่านี้เมื่อไหร่ สิ่งต่อไปก็คือหน้าที่ของตัวเยาวชนที่จะไปสร้างชื่อเสียงให้กับตนเอง อย่างเช่นตัวเขาที่เริ่มจากการเป็นนักมวยปล้ำสมัครเล่นและสร้างชื่อด้วยการคว้าเหรียญทองโอลิมปิกก่อนจะมาเล่นมวยปล้ำอาชีพ ดังนั้นเมื่อเยาวชนสร้างชื่อให้ตนเองจนมีชื่อเสียงผสมกับมีความสามารถที่ดีแล้วจึงค่อยเอาทักษะเหล่านั้นมาประยุกต์ใช้ในการเป็นนักมวยปล้ำอาชีพ
สิ่งที่ผมอยากแนะนำสำหรับชาวไทยและชาวเอเชียอื่นๆก็คือ หากคุณอยากจะเป็นนักมวยปล้ำอาชีพ สถานที่ที่คุณควรจะไปที่สุดก็คือญี่ปุ่น ที่นั่นมีสมาคมมวยปล้ำที่ยอดเยี่ยมมากมาย คุณควรจะไปหาประสบการณ์และเรียนรู้เกี่ยวกับมวยปล้ำที่นั่น เอาความสามารถทางการกีฬาของคุณไปแสดงออกที่นั่น อย่างเช่นสำหรับคนไทย คุณไปฝึกเอากีฬาประจำชาติอย่างมวยไทยมาประยุกต์ให้ใช้ในกีฬามวยปล้ำก็ได้ นั่นยิ่งจะสร้างความโดดเด่นให้คุณ (ยิ้ม)
คุณจะเห็นนะว่าผมพูดถึงเรื่องของการนำทักษะจากกีฬาอื่นมาใช้อยู่เสมอ นั่นเพราะผมคิดว่าหากเราจะเห็นนักมวยปล้ำที่ดี เราควรจะมีความสามารถหลากหลาย ยิ่งกับกีฬามวยปล้ำแล้ว ยิ่งคุณมีมาก คุณก็ได้เปรียบมาก ที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งสำหรับนักมวยปล้ำก็คือทักษะทางการแสดง การพูดต่อหน้าคนจำนวนมาก มันเป็นปัจจัยสำคัญประการหนึ่งในตอนนี้ นอกจากนี้แล้วคุณยังจำเป็นต้องเรียนรู้เรื่องจิตวิทยาเพื่อใช้ในการดึงดูดแฟนๆด้วย ดังนั้นสิ่งที่สำคัญที่สุดตอนนี้ก็คือการจัดตั้งสมาคมเพื่อสนับสนุนพวกเขาและสอนพวกเขาให้เข้าใจถึงกีฬามวยปล้ำอย่างแท้จริง
นักข่าวจาก LIVE TV – ในฐานะที่คุณได้แชมป์มวยปล้ำเหรียญทองโอลิมปิก คุณมีอะไรอยากจะแนะนำกับนักมวยปล้ำชาวไทยในการแข่งโอลิมปิกไหม?
Kurt Angle – แน่นอน! ผมจะยกตัวอย่างในกรณีของผมนะ จุดเริ่มต้นของผมคือการเริ่มฝึกมวยปล้ำในชมรมเล็กๆตั้งแต่ 5 ขวบ พอโตขึ้นในระดับประถม ผมก็เลือกที่จะปล้ำกับคนระดับมัธยม และพอผมขึ้นไปอยู่ในระดับมัธยม ผมก็เลือกที่จะปล้ำกับคนในระดับมหาวิทยาลัย สิ่งสำคัญที่สุดก็คือความตั้งใจและความกล้าที่จะพัฒนาตนเอง นั่นคือสิ่งที่นักมวยปล้ำทุกคนควรจะมี
ในตอนที่ผมได้แชมป์โอลิมปิกนั้น ผมเป็นนักมวยปล้ำคนเดียวที่มาจากดิวิชั่น 2 ของลีกมวยปล้ำสมัครเล่นแห่งสหรัฐอเมริกา ผมสามารถเอาชนะนักมวยปล้ำจากมหาวิทยาลัยเก่งๆจาก โอคลาโอม่า แอตแลนต้า ริโซน่า ซึ่งอยู่ในดิวิชั่น 1 ผมอยากให้ทุกคนมีความพยายามและรักความก้าวหน้า ในช่วงที่ผมสามารถเอาชนะทุกคนในแถบที่ผมอาศัยอยู่ได้ ผมก็ตัดสินใจเดินทางไปในแต่ละรัฐเพื่อสู้กับคนเก่งกว่า จนมีโอกาสได้ปล้ำกับนักมวยปล้ำระดับชาติและได้เดินทางไปรอบโลกเพื่อฝึกกับนักมวยปล้ำเก่งๆ และนั่นทำให้ผมได้พัฒนาตนเองจนสามารถคว้าเหรียญทองโอลิมปิกมาได้ (หัวเราะกับทีมงาน)
ปูมิ – คุณเป็นนักมวยปล้ำเพียงไม่กี่คนที่สามารถคว้าแชมป์สูงสุดจากประเทศญี่ปุ่น (IWGP CHAMPIONS) และจากอเมริกา (ทั้งจาก TNA และ WWE) อะไรคือสิ่งที่แตกต่างกันระหว่างมวยปล้ำอเมริกาและญี่ปุ่นครับ?
Kurt Angle – (ทำหน้าจริงจัง) ผมคิดว่ารูปแบบของมวยปล้ำญี่ปุ่นมันรุนแรงกว่ากว่าของอเมริกาเยอะเลยนะ พวกญี่ปุ่นจะปล้ำเหมือนไม่มีอะไรจะเสีย จะใส่กันจริงจังมากๆ พวกเขาจะสนใจในเรื่องของเกียรติยศและความภูมิใจมากกว่าความปลอดภัย ซึ่งผมมองว่ามันเป็นเรื่องที่ดีนะสำหรับนักมวยปล้ำอาชีพ ยกตัวอย่างตอนใส่ท่า Suplex ถ้าเป็นในอเมริกาเราจะป้องกันส่วนคอแล้วให้ส่วนหลังลงพื้น แต่สำหรับในญี่ปุ่น พวกเขาจะให้หัวคู่ต่อสู้กระแทกพื้น และเรียกท่านั้นว่า Brain Buster
ด้วยเหตุนี้ทำให้ผมภูมิใจอย่างมากที่ได้เป็นแชมป์ IWGP ในช่วงระยะหนึ่ง เพราะมันทำให้ผมได้เรียนรู้และได้ประสบการณ์จากการปล้ำกับนักมวยปล้ำเก่งๆอย่าง Yuji Nagata , Shinsuke Nakamura และ... เอ่อ... (ปูมิ – Tanahashi) อ่า ใช่ๆ Tanahashi ผมสนุกมากกับการปล้ำในญี่ปุ่น แต่พอจบแมตช์แต่ละครั้งแล้ว ร่างกายผมเหมือนจะระเบิด ผมปวดร้าวไปทั้งตัวไม่ว่าจะเป็น หัว คอ หลัง หรือกระทั่งขา ถึงกระนั้นผมก็ไม่คิดมากอะไรกับเรื่องนี้นะ เพราะผมคิดว่ามวยปล้ำญี่ปุ่นคือการต่อสู้ที่มีเกียรติระหว่างนักสู้สองคน ที่เราเห็นมวยปล้ำญี่ปุ่นดูรุนแรงไม่ใช่เพราะว่าเขาต้องการทำร้ายคู่ต่อสู้หรอก เพียงแต่เขาต้องการทำให้กีฬาชนิดนี้เป็น “จริง” ที่สุดเท่านั้น ด้วยเหตุนี้ผมจึงเคารพวิธีคิดของชาวญี่ปุ่นเหลือเกิน
'
สำหรับมวยปล้ำอเมริกานั้นเราถูกสอนให้คิดถึงเรื่องของความปลอดภัยเป็นหลัก เพราะว่ามวยปล้ำเป็นเรื่องที่อันตราย และในอเมริกามีแนวคิดทางธุรกิจที่ว่าหากคุณต้องการจะเป็นนักมวยปล้ำระดับสูง คุณก็ต้องสามารถออกทีวีได้ในทุกๆสัปดาห์ ดังนั้นนักมวยปล้ำอย่าง Kurt Angle จึงไม่สามารถบาดเจ็บได้ไม่ว่ากรณีใดๆ ตลอดการปล้ำผมบาดเจ็บหนักเพียงไม่กี่ครั้ง ซึ่งนั่นเป็นเหตุที่ทำให้ผมสามารถไต่เต้าขึ้นมาได้อย่างมั่นคงไม่ขาดตอน อย่างไรก็ตามผมมองว่าคนอเมริกาใส่ใจกับความปลอดภัยของนักมวยปล้ำมากกว่าญี่ปุ่นเยอะเลยนะ
มีเรื่องที่ผมคาใจอยู่มาก คือผมเป็นคนที่ระวังตัวเองมาโดยตลอดนะ แต่พอไปปล้ำที่ญี่ปุ่นผมไปไม่เป็นเลยตอนเจอเหวี่ยงแล้วคอผมกระแทกพื้น มันทำให้ผมมีอาการบาดเจ็บที่คอไปนานกว่า 2 เดือน (เงียบไปสักพัก) คือผมมั่นใจว่าพวกคุณไม่อยากเห็น Kurt บาดเจ็บใช่ไหมล่ะ?!!(หัวเราะ) แต่ก็อย่างว่าล่ะ ผมประทับใจการปล้ำในญี่ปุ่นมากๆ โดยเฉพาะแมตช์ที่ผมเจอกับ Yuji Nagata ที่ผมถือว่าเป็นแมตช์ที่ดีที่สุดแมตช์หนึ่งในชีวิตของผม มันทำให้ผมประทับใจจนถึงขนาดติดตามดูผลงานของ Nagata ตลอดเวลาที่มีโอกาสเลยล่ะ!
นักข่าวจากข่าวสด – เมื่อวานนี้คุณไปเยี่ยมเด็กๆที่บ้านราชวิถี คุณมีความรู้สึกอย่างไรบ้างคะ?
Kurt Angle – ผมมีลูกอยู่ 3 คนครับ แต่พอเป็นนักมวยปล้ำก็ไม่ค่อยได้เจอกัน ดังนั้นการที่ได้ไปพบเจอเด็กๆที่บ้านราชวิถีจึงเป็นทริปที่ดีที่สุดในการมาไทยครั้งนี้เลย พวกเด็กๆมีมารยาทที่ดีและต้อนรับผมได้อย่างน่าประทับใจจริงๆ ผมอยากบอกกับทุกๆคนว่า หากวันหนึ่งคุณประสบความสำเร็จในชีวิตแล้ว อย่าลืมที่จะหันกลับมามองเด็กๆเหล่านี้บ้าง ผมภูมิใจและดีใจกับโครงการนี้ของ LIVE TV มากๆ ผมได้นำขนมมามอบให้กับเด็กๆ ตลอดจนใช้ความมีชื่อเสียงของผมให้เด็กๆได้ใกล้ชิด และผมก็ดีใจที่เห็นพวกเขามีความสุขและพยายามเข้ามาพูดคุย เข้ามาหอมแก้ม(พูดเสร็จก็ทำท่าประทับใจมาก) รวมไปถึงร้องเพลงเพื่อขอบคุณผม มันทำให้ผมตื้นตันใจและเสียน้ำตา
คุณจะเข้าใจเรื่องเหล่านี้เมื่อคุณมีครอบครัว ผมเห็นเด็กด้อยโอกาสเหล่านี้ ผมก็อยากที่จะมอบโอกาสให้แก่พวกเขาแม้เพียงสักนิด เพราะคุณก็ไม่อาจรู้ได้เลยว่าในภายภาคหน้าเด็กๆพวกนี้อาจจะได้เป็นคนใหญ่คนโตในสังคมก็ได้ ดังนั้นผมอยากให้เหล่าผู้มีชื่อเสียงที่มีเงินมากมาย ช่วยดูแลเด็กเหล่านี้ ให้เขาได้มีความสุขบ้าง เพราะพวกเขาไม่อาจมีความสุขอันสดใสและความอบอุ่นจากพ่อแม่เหมือนเด็กคนอื่นๆเลย (เงียบไปสักพัก) หากเป็นไปได้ผมก็อยากจะรับเด็กพวกนี้ไปเลี้ยงนะ ผมไม่สนใจเรื่องเชื้อชาติหรอก ผมเพียงคิดว่าหากผมเริ่มทำสิ่งนี้ ก็คงจะมีคนดังอีกมายหันมาช่วยเหลือเด็กๆเหล่านี้ สุดท้ายผมสัญญาว่าหากเป็นไปได้ผมจะมาเยี่ยมเด็กๆพวกนี้อีกแน่นอนครับ...
Kurt กับเด็กที่บ้านราชวิถีครับ (ติดตามได้ใน ENTRY ล่างๆครับ)
ปูมิ – คำถามสุดท้ายนะครับ เวลาจะหมดแล้ว ผมอยากให้ Kurt ฝากถึงแฟนๆชาวไทยว่าทำไมคนไทยควรจะชม TNA
Kurt Angle – ก่อนอื่นผมอยากให้คนไทยมองแบบนี้นะครับ ตอนนี้ทาง TNA เซ็นสัญญากับ LIVE TV ซึ่งจะทำให้คนไทยสามารถติดตามดูมวยปล้ำได้ง่ายขึ้น จากนั้นมองถึงในแง่ขององค์กร ทั้ง TNA และ LIVE TV คือองค์กรที่เติบโตอย่างรวดเร็วมาก ซึ่งแสดงให้เห็นถึงคุณภาพขององค์กรได้เป็นอย่างดี เป้าหมายของผมก็คือต้องการทำให้ TNA เป็นหนึ่งในวงการมวยปล้ำ สำหรับประเทศไทยนั้น ทาง TNA ได้เซ็นสัญญาเป็นประเทศแรกในเอเชีย ซึ่งผมรับประกันได้ว่าในเวลาอีกไม่นาน การเซ็นสัญญาครั้งนี้จะเป็นการเซ็นสัญญาที่คุ้มค่าอย่างแน่นอน เพราะเราจะกลายเป็นสมาคมที่ยอดเยี่ยมที่สุดอย่างแน่นอน เรามีนักมวยปล้ำในสังกัดที่ยอดเยี่ยมกว่า WWE และถึงแม้ WWE จะครองตลาดในอเมริกาได้มากที่สุด แต่ TNA จะเข้ามาครองตลาดเอเชียซึ่งเป็นทวีปที่มีประชากรเยอะที่สุดในโลก ดังนั้นหาก WWE อยากจะครองตลาดอเมริกาก็ทำไป แต่ TNA จะครองเอเชียทั้งหมด!!
ปูมิ – ขอบคุณมากเลยที่ให้เกียรติกับทาง Wrestling Article ครับ
Kurt Angle – ไม่เป็นไรครับ สุดท้ายนี้ผมอยากจะฝากทิ้งท้ายไว้ซะหน่อยว่าขอบคุณทาง LIVE TV ขอบคุณทีมงานนักข่าว สำหรับการสนับสนุนเราเสมอมา และผมหวังว่าจะได้พบและร่วมงานกับพวกคุณอีกในภายภาคหน้า และเวลานี้ทาง TNA ได้พูดคุยกับทาง LIVE TV เรื่องการจัดมวยปล้ำสดๆในไทยแล้ว แต่ผมยังไม่สามารถสัญญาอะไรกับแฟนๆได้นอกจากบอกว่าหากจะมีการจัดมวยปล้ำขึ้นมาจริงๆ เค้าจะเดินทางมาปล้ำที่ไทยเป็นที่แรกอย่างแน่นอน!!! (เสียงปรบมือเกรียวกราว!!)
ครับ ก็จบลงแล้วสำหรับบทสัมภาษณ์ในครั้งนี้ และเนื่องจากเราสัมภาษณ์เกิดเวลามากว่ายี่สิบนาที ทำให้ไม่สามารถถ่ายภาพร่วมกันหลังงานได้ เป็นเรื่องท่าน่าเสียดายทีเดียวครับ อย่างไรก็ตามผมได้ถ่ายภาพบรรยากาศเล็กๆน้อยๆเอาไว้ เพื่อนำมาฝากแฟนๆมวยปล้ำชาวไทยครับ ขอบคุณพี่ๆทีมงาน LIVE TV อีกครั้งที่ทำให้ผมและแฟนมวยปล้ำชาวไทยได้มีโอกาสในการดูมวยปล้ำดีๆครับ ขอบคุณมากครับ ^^
บรรยากาศตอนหลังเสร็จงานครับ KURT กลับไปเตรียมตัวเพื่อไป PARAGON ต่อ
ปล. บทความนี้มีลิขสิทธิ์โดย Wrestling Article และผู้ก๊อบปี้บทความหรือรูปภาพใดใดไปมีความผิดตามกฏหมายนะครับ หากมีปัญหาเกี่ยวกับเนื้อหา หรือต้องการพูดคุยกับผม สามารถติดต่อได้ที่ส่วน comment เลยครับ ขอบคุณครับ
วันพุธที่ 20 ตุลาคม พ.ศ. 2553
บทสัมภาษณ์ TNA STAFF โดย ปูมิ Wrestling Article
08:32
topumi
สัมภาษณ์ Dan Stevenson, TNA's Director of Marketing : บทสัมภาษณ์โดย ปูมิ Wrestling Article
ในวันอังคารที่ 19 กันยายน 2553 ในขณะที่ Kurt Angle กำลังแจกของและร่วมทำกิจกรรมที่บ้านราชวิถีอยู่นั้น ตัวผมได้มีโอกาสใกล้ชิดกับสตาฟของ TNA ชื่อ แดน สตีเวนสัน และได้สัมภาษณ์เป็นการส่วนตัวเกี่ยวกับเรื่องราวของ TNA และมวยปล้ำในปัจจุบัน ถึงแม้ข้อมูลบางอย่างอาจจะไม่สามารถตอบได้ 100% แต่ตัวเขานั้นก็พยายามตอบให้ดีที่สุด ซึ่งตัวผมเองก็ประทับใจมากครับ อย่างไรก็ตามการสัมภาษณ์ครั้งนี้เกิดอย่างกะทันหัน และไม่ได้มีการอัดเทปเสียงไว้ ดังนั้น รายละเอียดต่างๆ จึงเกิดจากการบันทึกย่อที่เอามาขยายความต่อจากความจำครับ และเพื่อไม่ให้เสียเวลา เราไปดูบทสัมภาษณ์กันเลยครับ (คุยกันภาษาอังกฤษนะครับ แต่ผมแปลเป็นไทย ^^ )
Wrestling Article – สวัสดีครับ มาถึงไทยตั้งแต่เมื่อวาน เป็นยังไงบ้างครับ
TNA STAFF – ก็ดีนะ เราเดินทางกันนานและค่อนข้างเหนื่อย แต่วันนี้เคิร์ทค่อนข้างดีใจที่จะได้มาพบเด็กๆเหล่านี้
Wrestling Article – การมาไทยครั้งนี้ของเคิร์ทก็เป็นครั้งที่ 3 แล้วนะครับ ไม่ทราบว่าก่อนมาเคิร์ทได้เล่าเรื่องอะไรเกี่ยวกับประเทศไทยให้ฟังบ้างไหม?
TNA STAFF – ผมจะพูดจริงๆเลยนะ (น้ำเสียงจริงจัง) คือว่าเคิร์ทเค้าจำไม่ได้น่ะว่าเคยมาเมืองไทย ถ้าคุณได้คุยกับเขาก็เล่าให้เขาฟังหน่อยละกัน (หัวเราะ)
Wrestling Article – ได้ครับๆ (หัวเราะ) ถ้าอย่างนั้นมาที่คำถามต่อไปนะครับ คุณคิดยังไงกับการเลิกใช้เวที 6 เหลี่ยม?
TNA STAFF – โอ ! เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ผมถูกถามมาตลอดเลยนะ ซึ่งก็ยอมรับกันตรงๆเลยว่าผมเองก็ตกใจเหมือนกันตอนที่รู้เรื่อง แต่ถึงกระนั้นในฐานะที่ผมเป็นสต๊าฟ ผมก็พูดได้เต็มปากว่ามันมีปัญหาอย่างมากสำหรับการเดินทางไปปล้ำในที่อื่นที่ไม่ใช่ IMPACT ZONE เพราะแต่ละที่ที่ไปนั้นเราต้องขนเวที 6 เหลี่ยมนี้ไปเอง แถมยังรวมไปถึงกรงเหล็ก 6 เหลี่ยมในบางครั้งอีก ดังนั้นการกลับมาใช้เวที 4 เหลี่ยมจึงช่วยให้เรามีความสะดวกขึ้น และยังเป็นการย้อนไปสู่รูปแบบเดิมของมวยปล้ำด้วย ซึ่งผมก็มองว่ามันไม่ได้เสียหายอะไรนะ เพียงแต่เรายึดติดกันว่า TNA คือ เวที 6 เหลี่ยมเท่านั้นเอง
Wrestling Article – ถ้าอย่างนั้นผมอยากให้คุณพูดถึง X – Division ในปัจจุบันหน่อยล่ะกันครับ
TNA STAFF – โอเค ได้เลย! (หัวเราะ) ผมมองว่า TNA มีการปล้ำรุ่นเล็กที่ยอดเยี่ยมที่สุดในโลกเลยนะ ถึงแม้แฟนๆจะคิดถึงการปล้ำแนวผาดโผน ว่องไว แต่ถ้าเรามองกันจริงๆ นักมวยปล้ำที่ต่อสู้กันในตอนนี้อย่าง Doug Williams หรือ Jay Lethal คุณจะเห็นได้ชัดเลยว่าทั้งสองคนนี้มีภาพเงาของนักมวยปล้ำระดับตำนานแฝงอยู่เสมอ ยกตัวอย่าง Doug Williams ที่แฟนๆทั่วโลกมองว่าใช้ท่า Suplex หรือท่าเทคนิคต่างๆได้ดีไม่แพ้นักมวยปล้ำอย่าง Williams Regal หรือ Scott Steiner เลย
Wrestling Article – ถ้าอย่างนั้นคุณก็คิดว่า X division ของ TNA ไม่ได้ลดคุณภาพลงอย่างที่หลายๆคนพูดกัน ( TNA STAFF – พยักหน้า) ครับ งั้นไปกันที่คำถามต่อไปกันเลยดีกว่า คุณคิดว่าอะไรคือสิ่งที่ TNA โดดเด่นกว่าสมาคมอื่นครับ
TNA STAFF – อย่างที่ผมพูดอยู่เสมอว่า TNA คือสมาคมที่มี ROSTER ดีที่สุดในโลก ณ เวลานี้ มันอาจจะต้องใช้เวลาในการปรับอีกสักระยะ แต่ผมมั่นใจว่าหากมันลงตัวเมื่อไหร่ สมาคมนี้จะเป็นสมาคมที่ดีที่สุดในโลก เรามีนักมวยปล้ำอย่าง Beer Money , Aj Styles , Abyss , Motorcity Machine Guns และอีกมากมายที่ผมว่าดีกว่า WWE เยอะ เอาง่ายๆนะ คุณลองบอกผมสิ ว่าคุณดูแทคทีมดีๆจาก WWE ครั้งสุดท้ายเมื่อไหร่?
Wrestling Article – ผมเห็นด้วยนะครับ เพราะผมคิดว่า TNA จัดการกับสิ่งที่เป็น “Pro Wrestling” ได้ยอดเยี่ยมจริงๆ ต่อไปเป็นประเด็นเรื่อง Matt Hardy ครับ ตอนนี้เค้าออกจาก WWE แล้ว..........
TNA STAFF – (พูดแทรก) โอ้ ใช่ๆๆ ผมคิดอยู่แล้วว่าคุณต้องถามผม ผมบอกได้เลยว่าเราจับตามองเขาอยู่ และคิดว่าคงมีอะไรเกิดขึ้นหลังจากนี้อีก 3 เดือนแน่ๆ แต่ผมไม่รับประกันนะ ว่าคุณจะได้เห็น Hardy Boy อีกครั้งรึเปล่า (พูดเสร็จก็หัวเราะ)
Wrestling Article – (หัวเราะ) ครับๆ ในฐานะที่คุณเป็น Staff และได้เข้ามาดูแล Kurt Angle เนี่ย คุณพอจะทราบข่าวเกี่ยวกับเคิร์ท และ เข็มขัด IWGP ในญี่ปุ่นบ้างไหม? จากข่าวมีรายงานว่าเคิร์ทไม่พอใจที่ต้องแพ้ Nakamura
TNA STAFF – ผมไม่คิดว่าจะเป็นอย่างนั้นนะ ผมได้ยินแต่เคิร์ทพูดถึงด้านดีๆของมวยปล้ำญี่ปุ่นเสมอ และเขาก็เคารพนักมวยปล้ำทุกคนไม่แพ้กันเลย ดังนั้นผมคิดว่ามันเป็นข่าวไม่จริงนะ หรือถ้าเขาพูดอย่างนั้นมันก็คงเป็นแค่อารมณ์ตอนนั้นนั่นล่ะ ไม่ต้องคิดมากหรอก (หน้าซีเรียสจริงจัง)
(ระหว่างนั้น Kurt แจกขนมใกล้จะเสร็จพอดี ทาง TNA STAFF จึงขอตัวเพื่อไปช่วยประสานงานกับทาง Kurt ก่อน)
Wrestling Article – ถ้าอย่างนั้นผมขอถามคำถามสุดท้ายนะครับ TNA จะเดินทางมาปล้ำ Live Show ที่ไทยไหม?
TNA STAFF – แน่นอน !! แต่ขอเวลาให้เราสร้างฐานคนดูให้มากกว่านี้เสียก่อน และถ้าหากเราตัดสินใจมาเมื่อไหร่ ผมยืนยันได้อย่างหนึ่งว่าประเทศไทย จะเป็นประเทศแรกในเอเชียที่เราจะเดินทางมาแน่นอน !
(พูดเสร็จก็เดินไปหาเคิร์ท ซึ่งผมก็เดินไปทางเดียวกันอยู่แล้ว แกเลยหันกลับมาตบไหล่แล้วบอกเคิร์ทพร้อมชี้มาที่ผมว่า “เด็กคนนี้เป็นแฟนพันธ์แท้ของเรา (TNA) เลยนะ” เล่นเอาผมปลื้มสุดๆเลยครับ)
สุดท้ายฝากภาพของผมกับพี่ TNA STAFF ไว้ครับ กว่าพี่จะยอมให้ถ่ายภาพก็นานเหมือนกัน พี่เค้าไม่ค่อยถูกกับกล้องครับ ^^ (ภาพนี้ผมหน้าตลกจริงๆ 55)
ปล. อย่าลืมติดตามบทสัมภาษณ์ EXCLUSIVE กับ KURT ANGLE เฉพาะ Wrestling Article ที่นี่ที่เดียว !!!!
วันพุธที่ 25 สิงหาคม พ.ศ. 2553
บทสัมภาษณ์ Mil Mascaras และ Satoru Sayama
12:41
topumi
บทสัมภาษณ์ Mil Mascaras และ Satoru Sayama
· แปลบทสัมภาษณ์นี้จาก http://www.puroresu.com
· แปลจากภาษาญี่ปุ่นเป็นอังกฤษ โดย ฮิซาฮารุ ทานาเบะ (Hisaharu Tanabe)
· แปลจากภาษาอังกฤษเป็นไทย โดย ปูมิ - Wrestling Article
บทนำ
Mil Mascaras คืออดีตนักมวยปล้ำชื่อดังในสหรัฐอเมริกา แต่นอกจากนั้นแล้ว เขายังเป็นตำนานนักมวยปล้ำแห่งเม็กซิโก และ ญี่ปุ่นอีกด้วย เขาคือหนึ่งในนักมวยปล้ำฝ่ายธรรมะที่เปลี่ยนแปลงวัฒนธรรมของวงการมวยปล้ำญี่ปุ่นในด้านของบทบาท “ไกจิน” (Gaijin – นักมวยปล้ำต่างชาติ) ที่ว่านักมวยปล้ำต่างชาติจะต้องรับบทเป็นฝ่ายร้ายเสมอ เมื่อต้องสู้กับชาวญี่ปุ่น นอกจากนี้เขายังเป็นนักมวยปล้ำคนแรกที่เอาวิธีการปล้ำแบบเหิรเวหา (Lucha Styles) มาให้แฟนมวยปล้ำญี่ปุ่นได้รับชมกัน
Satoru Sayama คือนักมวยปล้ำผู้รับบท หน้ากากเสือ (Tiger Mask) เป็นคนแรก เขาเป็นนักมวยปล้ำที่ถือได้ว่าเป็นตำนานของทั้งประเทศเม็กซิโก และ ญี่ปุ่น เช่นเดียวกัน และในบทสัมภาษณ์ครั้งนี้ เราจะพาพวกคุณไปพบกับพวกเขาทั้งสองคนครับ
บทสัมภาษณ์จากหนังสือพิมพ์ “กอง” รายสัปดาห์ (Gong Weekly)
ผู้สื่อข่าว : วันนี้เราพาพวกคุณมาพบกับตำนานนักมวยปล้ำทั้งสองคนนี้ครับ ทั้งสองก็ต่างมียุคสมัยที่เรียกได้ว่าดังสุดขีดกันทั้งคู่เลย
Sayama : ขอบคุณครับ ผมเองก็ไม่ได้เจอกับ Mil มานานมากล่ะครับ ว่าแต่นายสบายดีนะ?
Mascaras : ก็อย่างที่เห็นเนี่ยแหละ ว่าแต่นายล่ะเป็นยังไงบ้าง?
Sayama : ก็สบายดี
Mascaras : แต่ดูเหมือนว่าภาษาสเปนของนายยังดีอยู่เลยนะเนี่ย
Sayama : ไม่หรอก คือมันแทบจะไม่มีโอกาสใช้ภาษาสเปนเลยตอนอยู่ญี่ปุ่น ตอนนี้เลยลืมไปเกือบหมดล่ะ
Mascaras : ว่าแต่นายไปอยู่เม็กซิโกตอนไหนนะ
Sayama : ก็ราวๆปี 1978 ถึง 80 น่ะ ก็ประมาณ 2 ปีกว่าๆได้
ผู้สื่อข่าว : ในตอนที่พวกผมไปทำข่าวคุณ ผมก็เห็นคุณฝึกท่องศัพท์ภาษาสเปนอยู่ตลอดเลยนี่ครับ
Sayama : ผมก็ไม่ได้เก่งขนาดนั้นหรอก เพียงแต่พอผมคิดว่าจะต้องไปใช้ชีวิตอยู่ที่นั่น การที่เรารู้ภาษา มันก็น่าจะทำให้มีชีวิตง่ายขึ้นอะนะ
Mascaras : แต่ผมว่าเค้าจะฝึกหนักอยู่นะ เพราะตั้งแต่ผมรู้จักคนญี่ปุ่นมา เค้าพูดสเปนได้ดีที่สุดเลย (หัวเราะ)
ผู้สื่อข่าว : พวกคุณเคยจับคู่แทกทีมกันบ้างไหมครับ?
Sayama : เคยครับ น่าจะประมาณ 2 – 3 ครั้งได้ ตอนนั้นผมปล้ำให้กับ EMLL ในช่วงที่กำลังแข่งกับ UWA อยู่พอดี แต่ผมจำไม่ได้นะ ว่าปล้ำกันที่ไหน
Mascaras : ผมจำได้ลางๆว่า เราน่าจะเคยปล้ำกันที่ อคาร์ปัลโค (Acapulco) นะ เป็นแทกทีม 6 คน ที่ Arena Mexico น่ะ
Sayama : เออใช่ ! สิ่งที่สำคัญอีกอย่างก็คือ Mascaras มันเป็นนักมวยปล้ำไม่กี่คนที่ได้ปล้ำให้กับทั้ง EMLL แล้วก็ UWA สำหรับผมแล้ว Mascaras คือนักมวยปล้ำชั้นยอดทีเดียว แต่ผมก็ไม่ค่อยได้เจอเค้ามากนักนะ เพราะเค้าเล่นเดินทางไปทั่วทั้งโลกแบบนี้ และตั้งแต่ผมเกิดมา ผมเคยเห็นนักมวยปล้ำแค่สองคนนะที่ปล้ำให้กับสองสมาคมนั่นในช่วงใกล้ๆกัน พวกเขาคือ El Santo แล้วก็ Mascaras เนี่ยแหละ
Mascaras : คือผมก็ยอมรับนะว่าผมปล้ำในอเมริกามากกว่าเม็กซิโกอะ ยิ่งแถวๆเท็กซัส ฟลอริดาร์ อะไรแถวนี้ จะเจอผมได้ง่ายมาก เรื่องของเรื่องก็คือเค้าจ้างผมมา ผมก็รับงานไปให้มากที่สุดแค่นั้นน่ะครับ
ผู้สื่อข่าว : สำหรับคุณ Sayama แล้ว มีความประทับใจอะไรในตัวของ Mascaras ในช่วงที่ต้องร่วมงานกันครับ?
Sayama : โอ้! บรรยายไม่ถูกเลยครับ มันเหมือน... “ความฝัน!” ใช่เลย! คือผมชื่นชอบเขามาตั้งแต่ผมยังเป็นเด็กเลยน่ะครับ
Mascaras : โห พูดขนาดนี้ ผมต้องขอบคุณมากๆเลยนะ (หัวเราะ)
Sayama : จริงๆ นะ คือด้วยความที่ผมเป็นแฟนของคุณมาตั้งแต่เด็กไง พอผมไปเม็กซิโกใหม่ๆ แบบตัวเปล่าคือไม่มีเกียรติยศอะไรติดตัวเลย ผมก็ทำได้แค่นั่งมองคุณเงียบๆในห้องแต่งตัวเท่านั้น จนเมื่อผมได้ร่วมงานกับคุณ ก็หลังจากผมได้แชมป์ NWA World Middleweight แล้ว ซึ่งก็กินเวลาไปปีกว่าๆหลังจากที่ผมมาเม็กซิโกอีก
Mascaras : เลิกยอผมได้แล้ว !! (หัวเราะเสียงดัง)
ผู้สื่อข่าว : แล้วจำได้ไหมครับว่าแมตช์ในวันนั้นออกมาเป็นยังไง?
Sayama : จำแทบไม่ได้เลยครับ ตอนนั้นผมตื่นเต้นมาก ผมจำได้แต่บรรยากาศในห้องแต่งตัว
Mascaras : ตอนนั้นเค้าปล้ำได้ดีมากเลยนะ แต่พอจบแมตช์ดันรีบวิ่งกลับห้องแต่งตัวซะงั้น ในตอนนั้นผมรู้เลยนะ ว่าคนๆนี้จะมีอนาคตก้าวหน้าแน่นอน
ผู้สื่อข่าว : หนังสือ Super Libre ได้ทำการจัดอันดับนักมวยปล้ำ Lucha ยอดเยี่ยมหนึ่งร้อยอันดับ และคุณ Sayama ก็ได้อยู่ในอับดับ 34 ด้วย จากอันดับดังกล่าวก็ทำให้เราพูดได้เต็มปากว่าคุณประสบความสำเร็จอย่างสูงในเม็กซิโก
Mascaras : ผมมองว่าเค้าจัดอันดับได้ยอดเยี่ยมเลยนะ เพราะทุกวันนี้ก็ยังมีแต่คนพูดถึงชื่อของ Satoru Sayama
ผู้สื่อข่าว : เห็นด้วยเลยครับ เพราะผมก็ได้ยินนักมวยปล้ำเม็กซิโกหลายคนพูดว่า “นักมวยปล้ำญี่ปุ่นคนเดียวที่พวกเขายอมรับ คือ Sayama”
Sayama : โอย ! ผมเขินจะแย่แล้วนะเนี่ย (หัวเราะ) เอาเถอะ ผมอยากบอกพวกคุณว่าผมตกใจมากๆอะ ตอนเห็น Mascaras ตอนไม่สวมหน้ากากในห้องแต่งตัว
Mascaras : เฮ้ย ! จริงดิ! (หัวเราะเสียงดังมาก)
Sayama : คือผมรู้ว่าคุณเองก็ไม่ค่อยชอบถอดหน้ากากให้คนอื่นเห็นเท่าไหร่หรอก ดังนั้นผมเลยคิดว่าผมโชคดีไงที่ได้เห็น
Mascaras : คือนักมวยปล้ำหน้ากากเนี่ย ยังไงก็ไม่ควรที่จะถอดหน้ากากให้ใครเห็น เอาง่ายๆ ระหว่างผมกับ El Santo ถึงเราจะสนิทกันยังไง แต่เราก็มีลิมิทของพวกเรา คือไม่มีวันถอดหน้ากากเด็ดขาด ว่าแต่... หน้าฉันเป็นไงบ้างล่ะ (หัวเราะ)
Sayama : คุณหล่อมากนะ ผมพูดจริงๆ ผมเลยสงสัยอะ ว่าทำไมคนหล่อๆอย่างคุณถึงต้องมาใส่หน้ากาก
ผู้สื่อข่าว : คุณ Sayama ครับ ไม่ทราบว่าคุณเริ่มเป็นแฟนของ Mascaras ตั้งแต่เมื่อไหร่ครับ
Sayama : ตั้งแต่สมัยผมเป็นนักเรียนแล้วครับ ผมดูแมตช์ของเขาทางทีวีอยู่เสมอๆเลย ผมจำได้ว่าตอนผมอยู่เกรด 8 ผมทำหน้ากากเลียนแบบเค้าไปใส่ในงานโรงเรียนด้วย ถึงแม้คนที่ทำให้ผมอยากเป็นนักมวยปล้ำคือ อันโตนิโอ อิโนกิ แต่ Mascaras ก็อยู่ในใจผมเสมอ
Mascaras : พอฟังแบบนั้น ก็เริ่มรู้สึกว่าตัวเองแก่มากเลยนะเนี่ย !!!
ผู้สื่อข่าว : คุณ Mascaras เคยบอกว่า “หน้ากากเสือลอกมาจากผม!”
Mascaras : ครับ ผมพูดแบบนั้น (หัวเราะ)
Sayama : ถูกแล้วครับ ผมลอกวิธีการ ลอกท่าทางหลายๆอย่างมาจากเขา ในช่วงที่ผมรับบทหน้ากากเสือ
ผู้สื่อข่าว : หมายความว่ายังไงครับ?
Sayama : ยกตัวอย่างง่ายๆนะ คือหลังจากที่ผมกลับมาจากทัวร์เม็กซิโก กับ อังกฤษ ผมก็ถูกเสนอให้รับบทหน้ากากเสือ ทีนี้ถึงแม้ผมจะชอบพวกหน้ากากมากขนาดไหน และก็ไม่มีปัญหาอะไรที่จะต้องสวมหน้ากาก แต่...
ผู้สื่อข่าว : มันเหมือนกับเป็นการกระตุ้นความชอบของคุณเกี่ยวกับนักมวยปล้ำหน้ากากอีกครั้งหนึ่ง? เหมือนกับว่า “ฉันต้องใส่หน้ากากปล้ำสักวันนะ!” หรือเปล่าครับ?
Sayama : ก็ใช่ล่ะครับ เพียงแต่ว่าการเป็นหน้ากากเสือมันต่างออกไป
Mascaras : หน้ากากเสือนี่มีต้นแบบมาจากการ์ตูนใช่ปะ?
Sayama : นั่นล่ะคือปัญหา คือหน้ากากเสือมันมีสถานะเป็นฮีโร่อยู่แล้วไง ดังนั้นการแสดงบทบาทของผมอย่างเดียวมันยังไม่พอ มันต้องหาอะไรเพิ่มอีกให้ดูน่าสนใจ
Mascaras : ก็เลยนึกถึงผมสินะ (หัวเราะ)
Sayama : ถูกเผง! (หัวเราะ) ผมดูการปล้ำของ Mascaras แล้วเห็นท่ามวยปล้ำที่สวยงามมากมาย ทำให้ผมนึกไปว่าเขาคำนวณการใส่ท่าทุกอย่างเอาไว้หมดแล้ว นั่นคือสิ่งแรกที่ผมต้องการเลียนแบบ
Mascaras : ความจริงคือผมไม่เคยคำนวณการใส่ท่าอะไรเลยนะครับ มันเลยยากที่จะเลียนแบบไง เพราะมันเป็นท่าที่ออกมาจากผมอย่างเป็นธรรมชาติ เพียงแต่ไอ้เด็กนี่มันอัจฉริยะ มันลอกท่าผมไปได้เฉยเลย (หัวเราะ)
Sayama : อะไรเนี่ย ผมโดนชมอีกล่ะ (หัวเราะ) แต่ผมลอกท่าต่างๆไปโดยที่ไม่ได้ขออนุญาตเลยนะ (หัวเราะ)
ผู้สื่อข่าว : ดังนั้นก็พูดได้เต็มปากเลยน่ะสิครับ ว่าหน้ากากเสือรุ่นแรก คือร่างเลียนแบบของ Mil Mascaras?
Sayama : ก็ไม่ทั้งหมดหรอกครับ !! (หัวเราะ) แต่ท่าประจำๆของผมอย่างกระโดดชน หรือ กระโดดฟันคาราเต้ นี่ก็ลอกเค้ามานะครับ ต้องขออภัยจริงๆ (หัวเราะ)
Mascaras : คืออยากจะบอกว่าไอ้ท่าพวกนั้นผมก็ลอกคนอื่นมาอีกทีอะ (หัวเราะดังมาก)
Sayama : เวรกรรม ยังไงกันครับเนี่ย
Mascaras : คือตอนนั้นมันมีนักมวยปล้ำชื่อ กอริลล่า ฟลอเรส น่ะครับ เค้ามีท่ากระโดดพุ่งจากเชือกเส้นที่สอง ผมเลยเอามาดัดแปลงเป็นเชือกเส้นที่สาม
Sayama : แต่มันก็ทำให้ท่านี้ดูเท่กว่าเดิมเยอะเลยนะ (หัวเราะ)
Mascaras : ตอนนั้นผมฝึกกระโดดอยู่ไง พอเริ่มเก่งแล้วก็ทำท่านี้ได้ดีขึ้น จนหลังๆ ผมคิดว่าท่าดั้งเดิมของกอริลล่า ฟลอเรส ดูไม่สวยไปเลยนะ (หัวเราะ)
ผู้สื่อข่าว : ผมได้ยินมาว่าคุณเป็นผู้คิดค้นท่ากระโดดข้ามเชือกเส้นที่สาม (plancha) ?
Mascaras : จะว่างั้นก็ได้นะ ผมใส่มันเป็นครั้งแรกตอนปี 1965 อะ ไอ้พวกท่าพุ่งหลาว ท่ากระโดดข้ามเชือกต่างๆก็ความคิดผมทั้งนั้น
Sayama : อะครับ
Mascaras : ท่าอื่นๆอย่างพุ่งหลาว (TOPE) ก็เหมือนกัน มีคนบอกว่าคนคิดท่านี้คือ Black Shadow แต่ผมก็เอามาปรับปรุงใหม่ให้เป็นตามแบบของผมเองน่ะครับ แล้วที่ผมบอกว่า “หน้ากากเสือลอกมาจากผม” น่ะ ผมคิดว่าจริงๆแล้วแต่ละคนก็ต้องมีการลอกท่ากันบ้างล่ะ มันไม่ได้เป็นเรื่องเลวร้ายเลยนะกับการที่เอาท่ามาดัดแปลงตามแบบฉบับของเราเนี่ย และผมก็เห็นหน้ากากเสือคนนี้เอาท่าไปดัดแปลงเป็นท่าที่สวยๆมากมาย
Sayama : มันเป็นเรื่องที่น่าภูมิใจนะ ที่เห็นคุณมีกล้ามเนื้อที่แข็งแรงแบบนี้ แลวยังคงกระโดดเหิรเวหาได้อย่างเรียกได้ว่าแทบจะไม่ต่างจากเดิมเลย
Mascaras : กล้ามเนื้อพวกนี้เป็นของจริงนะ มันเป็นโดยธรรมชาติ โดยที่ผมไม่ได้ใช้ยาอะไรเลย ก็แค่รักษาตามสภาพไปเรื่อยๆก็พอครับ แค่นี้ผมก็อยู่ในวงการมาได้กว่า 40 ปีแล้ว แก่จริงๆ (หัวเราะ) ได้ข่าวว่าคุณเปิดโรงยิมด้วยนี่ ?
Sayama : ใช่ครับ ผมเปิดยิมสอน ยูยิตสู ชื่อ “Super Tiger Gym” น่ะครับ
Mascaras : ยูยิตสู ? โอ้ ผมก็กำลังฝึกอยู่ครับ
Sayama : งั้นเหรอครับ ? ยอดไปเลย
Mascaras : ในเม็กซิโกผมฝึกไอคิโด เคนโด คาราเต้ ยูโด แล้วก็ศิลปะการต่อสู้อื่นๆเยอะแยะเลยล่ะ ผมเก่งถึงขนาดเรียกได้ว่าเป็นนักกีฬาระดับสายดำในทุกๆกีฬาที่ผมฝึกเลย ผมเรียนยูยิตสูมาจาก มิตซูโยะ มาเอดะ (Mitsuyo Maeda – ผู้บุกเบิกยูยิตสูในบราซิล) ที่ผมเรียนพวกนี้ไปก็เพราะเอาไว้ต่อกรกับพวกนอกบทนั่นล่ะ
Sayama : สรุปคือคุณเรียนพวกนี้ไปเพื่อตอบโต้พวกนอกบท?
Mascaras : ก็ใช่น่ะสิ! ผมเป็นนักมวยปล้ำที่ตระเวนไปทั่วทั้งโลกตลอดระยะเวลาครึ่งชีวิตที่ผ่านมา บางทีไปเจอนักมวยปล้ำที่ไม่รู้จัก มันอิจฉา มันก็สอยเข้าให้ ผมจำได้เลย ตอนไปปล้ำที่แอฟริกา กับ Corazon Grande มันเล่นนอกบทซะตั้งแต่เริ่มแมตช์ ถ้าผมไม่มีประสบการณ์มาก่อน ผมว่าผมคงเสร็จมันไปแล้ว
Sayama : เมื่อเราพูดถึง Mil Mascaras เรามักจะนึกถึงนักมวยปล้ำเหิรเวหาผู้ยิ่งใหญ่ แต่การที่คุณมีรูปแบบการปล้ำแบบเดียวและใช้มันมาตลอด 30 ปี มันส่งผลอะไรกับคุณบ้างไหม?
Mascaras : แน่นอน! คนมันเอาแต่มารอดูผมเหิรเวหาอะ ผมอยากให้พวกเขาหันมาดูท่าอื่นๆของผมบ้าง ผมก็ทำท่าฝ่ายเทคนิคได้ดีไม่แพ้กันครับ
Sayama : ถ้าอย่างนั้นคราวหน้าที่คุณไปญี่ปุ่น ลองมาเยี่ยมโรงยิมของผมสิ ! เรามีเวทีมวยปล้ำไว้ฝึกด้วยนะ
Mascaras : ได้เลย ! หวังว่าผมจะได้ไปเรียนรู้เทคนิคต่างๆจากโรงยิมนั่นนะ (หัวเราะ)
Sayama : ได้ทุกเมื่อเลยครับ ! หวังว่าเราจะได้เจอกันเร็วๆนี้นะ !
ผู้สื่อข่าว : ขอบคุณทั้งสองคนมากนะครับ ขอให้ประสบความสำเร็จกับชีวิตครับ !




















